บทที่ 1 รายงานตัวของผู้มาใหม่

ณ เรือนจำกลางที่ 5 กรุงเทพฯ เสียงทุ้มต่ำของทรงพลทำลายความเงียบสงัดภายในห้องเยี่ยม

"หลังจากที่ผมเมา ผมมองลงไปข้างล่างเห็นน้องผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเต้นรำอยู่ริมหน้าต่าง เธอสวยมาก หัวใจผมเต้นแรง อาศัยฤทธิ์เหล้าบุกเข้าไปในบ้านของเธอ..."

"พวกมันไม่ยอมให้ผมแตะต้องตัวน้องเขา ผมก็เลยฆ่าพวกมันทิ้งให้หมด ตอนที่น้องเขาร้องไห้อยู่ใต้ร่างผม ผมสัมผัสได้ถึงความสุขแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน"

ทรงพลหัวเราะอย่างคนเสียสติ เมื่อเพ่งมองให้ดีจะเห็นว่าสีหน้าของเขาดูเหม่อลอย ราวกับกำลังถูกสะกดจิต

มีเสียงใสกระจ่างเสียงหนึ่งคอยชี้นำให้เขารำลึกความหลัง

"คุณฆ่าน้องผู้หญิงคนนั้นด้วย แล้วออกจากบ้านเธอไป จากนั้น..."

ทรงพลเอียงคอ ยิ้มกว้างจนเห็นฟัน "ผมเดินผ่านร้านดอกไม้ เลยซื้อกุหลาบมาช่อนึง แล้วไปที่บ้านตระกูลเปรี่ยมสุขในซอยหมื่นศรี"

"บ้านนั้นมีเสียงเปียโนดังออกมา ผมเดินเข้าไป ผลักประตูเปิด แล้วผมก็เห็น... เห็น..."

เสียงของเขาแผ่วลงทันที คิ้วขมวดเข้าหากันแน่น

ชมพู่ถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "คุณเห็นอะไร? ไม่ต้องรีบ ค่อยๆ นึก"

ภาพเหตุการณ์ในคืนนั้นสลับไปมาในหัวของทรงพล แววตาเขาฉายความลังเล ความทรงจำที่นองไปด้วยเลือดทำให้เขาสะดุ้งตื่นจากภวังค์

พอรู้ตัวว่าพูดอะไรออกไป เขาก็มองชมพู่ด้วยความหวาดกลัว "แกเป็นใครกันแน่! ทำไมความทรงจำของฉันถึงควบคุมไม่ได้!"

ชมพู่กำมือแน่น ไม่ตอบคำถามเขา ในใจคิดเพียงว่าเวลาสะกดจิตยังสั้นเกินไป พอถึงจุดสำคัญก็หลุดทุกที

เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วถามว่า "หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นกับตระกูลเปรี่ยมสุข"

ทรงพลถีบโต๊ะอย่างแรง "ฉันจะไปรู้ได้ไง ผ่านมาตั้งห้าปีแล้ว ใครแม่งจะไปจำได้? เธอจำเรื่องเมื่อห้าปีก่อนได้หรือไง?"

แววตาของชมพู่ราบเรียบไร้ระลอกคลื่น ราวกับกำลังมองคนตาย นิ่งสนิทดุจน้ำบ่อทราย

ทรงพลที่เป็นถึงนักโทษประหาร กลับรู้สึกหวาดกลัวสีหน้าของเธอขึ้นมา

ผู้คุมพูดขึ้นอย่างลังเล "คุณชมพู่ครับ หมดเวลาเยี่ยมแล้วครับ"

ชมพู่ลุกขึ้น จ้องหน้าทรงพล "ถ้าคุณนึกอะไรออก ติดต่อฉันผ่านผู้คุมได้นะ"

ทรงพลตอบเสียงแข็ง "ไม่มีวันหรอก"

"ไม่หรอก เดี๋ยวก็มี" ชมพู่พูดทิ้งท้ายแค่นั้น

หลังออกจากเรือนจำกลางที่ 5 แสงแดดสาดส่องลงมากระทบตัวชมพู่อย่างหนักอึ้ง เธอถอนหายใจระบายความขุ่นมัว ความทรงจำบางอย่างมันสลักลึกอยู่ในกระดูก

โทรศัพท์ในกระเป๋าสั่นไม่หยุด ชมพู่หยิบขึ้นมาดู

เป็นสายจากผู้กำกับกุล

เธอรับสาย "ค่ะผู้กำกับกุล ทราบแล้วค่ะ จะรีบเข้าไปรายงานตัวเดี๋ยวนี้"

สิบกว่านาทีก่อนหน้านี้

ภูมิใส่ชุดนอนออกมาจากบ้าน หัวยุ่งเหยิง การสืบสวนต่อเนื่องหลายวันทำให้เขาไม่ได้ดูแลตัวเอง ปลายคางเต็มไปด้วยตอหนวดเครา

เขาเพิ่งถึงบ้าน ได้นอนไปไม่ถึงชั่วโมง

เมื่อคืนฝนตก เขาเกรงว่าจะทำลายหลักฐานในที่เกิดเหตุ จึงสวมถุงคลุมรองเท้าก่อนเดินเข้าไป น้ำเสียงเย็นชา "ผู้ตายคราวนี้อวัยวะส่วนไหนหายไปอีก?"

นี่เป็นคดีฆาตกรรมรายที่สี่ของเดือนนี้แล้วที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน แต่กลับหาจุดเชื่อมโยงไม่ได้

วันที่ 3 ตุลาคม มีคนแจ้งความที่แกลเลอรี่ ผู้ตายถูกตัดใบหูทั้งสองข้าง แขวนคอตายอยู่บนเพดาน

ต่อมาวันที่ 10 ผู้ตายถูกพบในหมู่บ้านหรู ถูกถลกหนังหน้าสดๆ จนเลือดเนื้อเละเทะ แขวนคอตายอยู่ที่ประตู

วันที่ 17 ผู้ตายถูกเฉือนจมูก แล้วแขวนคอ

วันนี้ วันที่ 24 ผ่านไปอีกหนึ่งสัปดาห์พอดี

จุดที่เหมือนกันของคดีคือเหยื่อเป็นผู้หญิง ถูกตัดอวัยวะบางส่วน แล้วจับแขวนคอ

ฆาตกรโหดเหี้ยมมาก นิติเวชบอกว่าพวกเธอถูกเฉือนอวัยวะออกไปทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่

สิ่งที่ทำให้ภูมิหงุดหงิดที่สุดคือ ฆาตกรมีความรู้เรื่องการหลบเลี่ยงการตรวจสอบเป็นอย่างดี พวกเขาสืบมาตั้งนานยังหาตัวคนร้ายไม่เจอ แต่เหยื่อกลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

วิชัยสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนัก รายงานว่า "ดวงตาครับ ศพถูกแขวนอยู่บนต้นไม้"

ภูมิขมวดคิ้ว เดินเข้าไปช้าๆ เบ้าตาของผู้ตายกลวงโบ๋ เลือดสีแดงสดหยดลงมาทีละหยด

แต่รอบๆ กลับไม่มีนิติเวชอยู่เลย

เขาเป็นคนหงุดหงิดง่ายเวลาตื่นนอน บวกกับคว้าน้ำเหลวมาตลอด แถมยังมีความกดดันจากเบื้องบน ทำให้เขาอารมณ์เสียและฉุนเฉียวเป็นพิเศษ "นิติเวชล่ะ? ทำไมป่านนี้ยังไม่มา!"

วิชัยส่ายหน้า ไม่รู้เหมือนกัน

จังหวะนั้นเอง ภูมิก็ได้รับสายจากผู้กำกับกุล นี่มันเจ้านายสายตรง เขาจำต้องข่มอารมณ์โกรธเอาไว้ "ครับผู้กำกับ มีคำสั่งอะไรครับ?"

เขาขยี้ผมที่ยุ่งเหยิง ใบหน้าคมเข้มพิงไปกับต้นไม้ที่แขวนศพ ยืนฟังอย่างเงียบๆ

"นิติเวชคนใหม่กำลังจะไปถึง เขาขี้ตกใจ แกช่วยเก็บนิสัยอารมณ์ร้อนของแกหน่อย ทางส่วนกลางส่งมา เคยไขคดีหั่นศพ 319 มาแล้ว ดูแลเขาให้ดีๆ เข้าใจไหม?"

ภูมิขมวดคิ้ว พูดทีเล่นทีจริง "ผู้กำกับครับ ก็รู้ว่าคดีตอนนี้เครียดแค่ไหน ส่งเด็กใหม่มาให้ผม ใครจะไปมีเวลาสอนครับ?"

"แถมเป็นตำแหน่งสำคัญอย่างนิติเวชด้วย ถ้าเขาเห็นศพแล้วร้องไห้จ้า ใครจะโอ๋?"

ภูมิเกือบจะหลุดปากไปว่า ถ้าไม่ช่วยสืบคดีก็ช่างเถอะ แต่อย่าหาเรื่องมาเพิ่มได้ไหม?

"ทางส่วนกลางเขาอยากมอบความดีความชอบให้เด็กมัน การจะพาเขาทำงานมันเป็นเรื่องของทางนั้น อย่าให้เขามาสร้างปัญหาให้ฉันก็พอ"

ผู้กำกับกุลเสียงเครียด "เธอเป็นถึงระดับประเทศ..."

ภูมิได้ยินคนเรียกพอดี เลยเหลือบตาขึ้น บอกผู้กำกับกุลว่า "ผู้กำกับครับ มีเบาะแสใหม่แล้ว เดี๋ยวผมไปดูก่อนนะ"

เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานและฝ่ายเทคนิคสองคนเดินเข้ามา

ธนพลหน้าตาเคร่งเครียด เขาหน้าเด็กจนดูไม่เหมือนตำรวจ

เขาบอกว่า "พี่ภูมิ เมื่อคืนฝนตก รอยเท้าเละเทะไปหมด จะแยกแยะรอยเท้าคนร้ายกับผู้ตายคงต้องใช้เวลาหน่อยครับ"

ชาคริตที่เป็นสายเทคนิคดูทื่อๆ หน่อย ตัดผมทรงสกินเฮด ในอ้อมแขนกอดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กไว้ พูดตะกุกตะกักว่า "ในป่าของสวนสาธารณะนี้ไม่มีกล้องวงจรปิดครับ ช่วงนี้คนเข้าออกเยอะมาก จะตรวจสอบคงต้องใช้เวลาเหมือนกัน"

ธนพลถอนหายใจ "นี่ศพที่สี่แล้วนะพี่ ถ้าข่าวกระจายออกไป คนคงแตกตื่นกันทั้งประเทศ ฆาตกรมันโรคจิตหรือเปล่าเนี่ย?"

ภูมิดุนกระพุ้งแก้มด้วยปลายลิ้น หันไปมองผู้ตาย นิติเวชยังไม่มา พวกเขาเลยไม่กล้าเอาร่างลงมาสุ่มสี่สุ่มห้า กลัวจะทำลายหลักฐาน

แววตาของเขาฉายแววอำมหิตวูบหนึ่ง "ต่อให้ฆาตกรจะเป็นผีร้าย ฉันก็จะลากคอมันขึ้นมาจากขุมนรกขุมที่สิบแปดให้ได้!"

สวนสาธารณะรมณีย์เป็นสวนที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ ตอนนี้ด้านนอกแถบกั้นเขตมีไทยมุงยืนดูอยู่เพียบ คนแจ้งความคือพนักงานกวาดถนนวัยชรา ซึ่งตอนนี้กำลังให้ปากคำกับตำรวจอยู่

ภูมิกวาดตามองสภาพแวดล้อม นอกจากในป่าเล็กๆ นี้ที่ไม่มีกล้อง ส่วนอื่นของสวนสาธารณะรมณีย์แทบจะมีกล้องวงจรปิดติดอยู่ทุกจุด

ผู้ตายสามรายแรกถูกฆ่าในที่ลับตาคน แต่ครั้งนี้กลับเลือกสถานที่ที่ค่อนข้างเปิดเผย

นี่เป็นการท้าทายตำรวจหรือเปล่า?

ตอนนั้นเอง วิชัยก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา "พี่ภูมิ นิติเวช... หมอนิติเวชมาแล้วครับ แต่ว่า..."

ยังไม่ทันที่วิชัยจะพูดคำว่า 'แต่' จบ ชมพู่ก็ปรากฏตัวขึ้นในสายตาของทุกคน

ส่วนสูงร้อยหกสิบ ผมสั้นประบ่า ใบหน้ายังมีแก้มยุ้ยแบบเด็กๆ ดูอายุน้อยมาก แต่รูปร่างกลับซ่อนรูปอย่างน่าประหลาด แฝงไว้ด้วยความความเป็นผู้ใหญ่ที่ดูขัดแย้ง ดวงตากลมโตดำขลับคู่นั้นฉายแววคุณหนูผู้แสนจะบอบบางและเอาแต่ใจ

ภูมิขมวดคิ้ว สั่งทันที "ไล่เธอกลับไป เรียกนิติเวชมืออาชีพมา"

บทถัดไป